บทความ

8 วิธีเช็ค “เครื่องสำอางและสกินแคร์” ว่าปลอดภัยแน่ หน้าไม่พัง!

19ธันวาคม

644 views | Share

8 วิธีเช็ค “เครื่องสำอางและสกินแคร์” ว่าปลอดภัยแน่ หน้าไม่พัง!

ความสวยความงามเป็นของคู่กันของผู้หญิง และในทุกวันนี้มีผลิตภัณฑ์ที่เป็นเครื่องสำอางมากมายวางจำหน่ายด้วยกันหลากหลายแบรนด์ แต่ยิ่งเมื่อมีแบรนด์เครื่องสำอางเยอะก็ยิ่งเช็คได้ยากว่าเครื่องสำอางนั้นๆ ใช้ดีมากน้อยแค่ไหน เพราะเครื่องสำอางบางตัวอาจทำให้เกิดอาการแพ้ขึ้นได้ อย่างข่าวที่เคยได้ยินที่ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งได้ซื้อครีมหน้าใสทางอินเทอร์เน็ตมาใช้ หลังใช้ครีมจนหมดไป 3 วัน ผลปรากฏว่าใบหน้าเธอเริ่มมีอาการคัน มีสิวอักเสบขึ้น และมีรอยแดงทั่วใบหน้า ในกรณีนี้ทำให้บอกได้เลยว่าก่อนที่จะซื้อเครื่องสำอาง หรือสกินแคร์ต้องเช็คและดูให้ดีว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ น่าเชื่อถือและปลอดภัยแน่นอนใช่ไหม


เช็คให้ดีสินค้านี้ปลอดภัยชัวร์

1. เลขที่จดแจ้ง : เครื่องสำอางหรือสกินแคร์จะไม่มีเครื่องหมาย อย. แต่จะมีเลขที่จดแจ้งที่ต้องผ่านการจดแจ้งจากทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ดังนั้นเวลาที่จะซื้อสินค้าพวกนี้ต้องดูเลขที่จดแจ้งบนฉลากก่อน หากไม่มีอย่าซื้อสินค้าเด็ดขาด เพราะอาจจะเป็นเครื่องสำอางหรือสกินแคร์เถื่อน ที่มีส่วนผสมจากสารอันตราย แต่เมื่อซื้อสินค้าที่มีเลขที่จดแจ้งแล้ว และยังรู้สึกไม่มั่นใจสามารถตรวจสอบได้ว่าเลขที่จดแจ้งนั้นถูกต้องหรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบได้ที่ “ระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์” >>> Click! <<<

2. วันหมดอายุและวันที่ผลิต : อันดันแรกที่ควรดูควรเช็คเลยคือวันหมดอายุที่จะระบุอยู่บนบรรจุภัณฑ์ของสินค้านั้นๆ โดยปกติเครื่องสำอางหรือสกินแคร์จะมีอายุการใช้งานหลังการผลิตประมาณ 3-4 ปี แต่ในกรณีที่ยังไม่ได้เปิดใช้เท่านั้น แต่ขอแนะนำว่าไม่ควรเก็บเครื่องสำอางเกิน 2 ปี  

3. ส่วนผสม : ข้อนี้น่าจะเป็นเรื่องยากสำหรับหลายคน ถ้าจะต้องให้ดูส่วนผสมว่าคืออะไรบ้าง เอาเป็นให้เช็คส่วนผสมที่เราแพ้ก่อนว่ามีรึเปล่า เช่น บางคนอาจจะแพ้เครื่องสำอางที่มีน้ำหอม หรือแอลกอฮอล์

4. ชื่อที่อยู่ บริษัทที่ผลิต หรือบริษัทนำเข้า : ถ้าเราเช็คดูส่วนผสมแล้วไม่ก็ยังไม่ทราบว่าปลอดภัยรึเปล่า อีก 1 ข้อที่สามารถเช็คได้ง่ายๆ คือ ชื่อบริษัทที่ผลิตหรือชื่อบริษัทที่นำเข้า หลังจากนั้นเราลองเสิร์ทดูว่าเป็นบริษัทที่น่าเชื่อถือไหม หรือเคยมีปัญหาในการผลิตผลิตภัณฑ์รึเปล่า อย่างน้อยหากเกิดปัญหาตอนใช้ผลิตภัณฑ์จะได้โทรไปสอบถามหรือร้องเรียนผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าได้

5. อ่านฉลากอย่างละเอียด : ก่อนจะตัดสินใจซื้อสินค้า ต้องอ่านฉลากศึกษาวิธีใช้อย่างละเอียดเพื่อที่จะได้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าและปลอดภัย ว่าควรใช้ในปริมาณเท่าใด กี่ครั้งต่อวัน ใช้บริเวณไหนของร่างกาย ยกตัวอย่างจากครีมบางตัวต้องเว้นบางบริเวณไว้ เพื่อไม่ให้เกิดอาการระคายเคือง และสำหรับคนที่แพ้ง่ายแนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม หรือแบรนด์จากต่างประเทศจะระบุว่า “Alcohol Free” แปลว่า ปราศจากแอลกอฮอล์ 

6. ทดสอบการแพ้ : ปัจจุบันตามห้างสรรพสินค้าหรือตามร้านค้าต่างๆ ล้วนมีสินค้าตัวอย่างให้ได้ลองกันอยู่แล้ว ดังนั้นเราสามารถทดสอบก่อนตัดสินใจซื้อได้ วิธีง่ายๆ คือ ให้ใช้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ ในปริมาณที่ไม่เยอะ มาป้าย ฉีด หรือทา ลงบริเวณผิวเนื้ออ่อนๆ อย่างเช่น หลังใบหู หรือท้องแขน และทิ้งไว้โดยประมาณ 20 – 30 นาที หลังจากนั้นให้ดูว่ามีอาการแก้เกิดขึ้นหรือไม่ เช่น เกิดรอยแดง ผื่นขึ้น หรือรู้สึกระคายเคืองผิวบริเวณนั้นๆ ให้รู้ได้เลยว่าในสินค้านั้นมีส่วนผสมอของสารที่ทำให้เราแพ้

7. จำหน่ายที่ไหน : การซื้อของในปัจจุบันสามารถหาซื้อได้ง่ายมาก โดยไม่จำเป็นต้องไปถึงห้างสรรพสินค้า หรือร้านค้าต่างๆ เพราะเราสามารถสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ตามเว็บไซต์ หรือโซเชียลต่างๆ มากมาย ทำให้เราต้องพิจารณาแหล่งจำหน่ายที่มีความน่าเชื่อถือ และเช็คให้มั่นใจว่าสินค้านั้นเป็นของแท้จริงๆ หรือเปล่า 

8. เช็คบรรจุภัณฑ์ : ภาชนะที่บรรจุผลิตภัณฑ์ต่างๆ จะต้องอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่ฉีกขาดหรือแตกหัก เพราะไม่อย่างนั้นอาจมีสิ่งสกปรกปนเปื้อนได้

ที่นี่ก่อนจะตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางหรือสกินแคร์ตัวไหน เพียงแค่ 8 ข้อง่ายๆ ก็สามารถเช็คได้ไม่ยากค่ะ เราจะได้ใช้สินค้ากันอย่างปลอดภัยนะคะ


MAY YOU ALSO LIKE

ให้ SLC Inter Lab ได้ร่วมสร้างโอกาสแห่งความสำเร็จ
ให้คุณได้เป็นเจ้าของธุรกิจที่คุณต้องการ
ติดต่อเรา